เสียงฝีเท้าหนักแน่นของนักรบดอร์สสะท้อนไปทั่วเส้นทางหินขรุขระ วิคตัสและเหล่าทาสถูกคุมตัวเดินไปด้านหลังของชนเผ่าโดยมีเชือกหนาพันรอบข้อมือของพวกเขา นักรบนำขบวนก้าวเข้าไปในช่องหุบเขาแคบๆก่อนจะพบกับถ้ำขนาดใหญ่กลางทุ่งราบรกร้าง
เมื่อก้าวเข้าสู่ถ้ำความมืดและอากาศด้านในนั้นเย็นจัดจนแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกของทุกคนกลิ่นอับชื้นปะปนกับกลิ่นเหม็นเน่าของซากสิ่งมีชีวิตที่ตายมานานลอยคละคลุ้งในอากาศ ทำให้หลายคนยกมือขึ้นปิดจมูกด้วยความรังเกียจ
"เร็วเข้า! รีบเดินเข้าไป" เสียงนักรบตะคอกอีกครั้ง พร้อมกับดึงเชือกกระชากอย่างรุนแรง ทาสเด็กคนหนึ่งล้มลงไปนอนแนบกับพื้นหินก่อนจะถูกลากไปโดยไม่มีใครหยุดช่วย วิคตัสกัดฟันแน่นพยายามพยุงตัวเองให้เดินตามไปอย่างยากลำบาก
เสียงน้ำหยดจากเพดานถ้ำดังก้องกังวาน ความมืดหนาทึบปกคลุมรอบด้านมีเพียงแสงคบไฟริบหรี่ในมือของนักรบที่ส่องให้เห็นเส้นทางข้างหน้า ผนังถ้ำเต็มไปด้วยคราบตะไคร่น้ำและรอยขูดขีดที่ดูเหมือนร่องรอยของกรงเล็บขนาดใหญ่
" มันเป็นคุกของชนเผ่า..." ทาสคนหนึ่งกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ วิคตัสแอบฟังอย่างเงียบๆแม้จะไม่เข้าใจภาษาที่พวกเขาคุยกันแต่จากสภาพแวดล้อมเขาพอเดาส่วนที่เหลือได้ไม่ยาก
เมื่อถึงส่วนลึกสุดของถ้ำนักรบจึงหยุดเดินและผลักทุกคนเข้าไป วิคตัสทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรงเขาเหลือบมองไปรอบๆและเห็นทาสหลายคนนั่งขดตัวอยู่ในมุมมืด
ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความสิ้นหวังราวกับพวกเขาถูกทอดทิ้งให้เผชิญกับชะตากรรมที่ไม่มีทางหนี เสียงร้องไห้เบาๆของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นจากมุมถ้ำสะท้อนความเจ็บปวด ขณะที่เด็กอีกคนด้านข้างเหลือบมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยเขาค่อยๆเลื่อนตัวเข้าใกล้วิคตัสอย่างระมัดระวัง
"เจ้าเป็นพวกมันจริงหรือเปล่า...พวกซีเรน? "
"ข้าเคยได้ยินว่าผู้ที่แปดเปื้อนคำสาปซีเรนจะไม่มีวันรอดชีวิต.."
วิคตัสขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำว่า ซีเรน อีกครั้งแม้จะไม่เข้าใจความหมายแต่คำๆนี้ชัดเจนพอที่จะดึงความสนใจของเขาเหมือนทุกคนที่เขาพบตั้งชื่อเล่นใหม่นี้ให้แก่เขา
" ซีเรน....?? "
เสียงของเขาทำให้เด็กชายผงะเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเด็กชายรีบยกมือขึ้นชี้ไปที่ปากของเขาแล้วส่ายหน้าแรงๆพร้อมพูดบางอย่างที่วิคตัสไม่เข้าใจ
วิคตัสจ้องมองมือที่เด็กคนนั้นชี้ไปที่ปาก ก่อนจะค่อยๆตระหนักว่าเขากำลังถูกเตือนอะไรบางอย่าง แล้วรีบเงียบเสียงทันที
เด็กชายพยักหน้าอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงชี้ไปที่ตัววิคตัส ก่อนพูดคำเดิมช้าๆอีกครั้งด้วยหน้าตาที่เคร่งเครียด วิคตัสพยายามตีความจากท่าทางและเริ่มจับใจความได้ว่าคำนี้อาจเชื่อมโยงกับสถานที่หรือตัวตนเขาเอง
".....ข้า...ไม่ใช่...ซีเรน "
เด็กชายมองวิคตัสด้วยความประหลาดใจ เขาเอียงคอเล็กน้อยราวกับกำลังประเมินสิ่งที่เพิ่งได้ยินแม้คำอื่นๆจะเป็นภาษาที่เขาไม่เคยได้ยินแต่มีคำว่า ซีเรน อยู่ในประโยคนั้นพร้อมท่าทางที่ดูเหมือนจะปฏิเสธ
เขาทำสีหน้ามึนงงอยู่สักพักก่อนจะชี้ไปที่ตัวเอง
" ฮาเทล "
วิคตัสเบิกตาขึ้นเล็กน้อยเมื่อเข้าใจว่าเด็กชายกำลังแนะนำตัวเขาจึงชี้ไปที่ตัวเองและพูดชื่อของเขาช้าๆ
".. วิคตัส ...ข้าชื่อ ...วิคตัส ..."
ฮาเทลพยักหน้าและพยายามออกเสียงตามด้วยสำเนียงแปลกๆแววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากความหวาดระแวงเป็นความอยากรู้อยากเห็น พร้อมกับรอยยิ้มที่เหมือนเป็นการทักทายครั้งแรกระหว่างกัน แต่ก่อนที่วิคตัสจะได้พูดอะไรต่อเสียงสะอื้นเบาๆก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
วิคตัสหันไปมองเด็กชายอีกคนที่นอนอยู่กับพื้นอย่างอ่อนแรง ขาข้างหนึ่งของเขามีแผลถลอกจากการถูกกระชากล้มระหว่างทางเข้ามาในถ้ำ เมื่อนึกขึ้นได้ฮาเทลก็รีบขยับเข้าไปใกล้เด็กชายคนนั้นทันที
"อูรอค..." ฮาเทลเรียกชื่อเด็กชายเบาๆ พลางวางมือบนขาของเขาเพื่อตรวจดูแต่ดูเหมือนเด็กคนนั้นจะเจ็บมากเกินกว่าจะตอบสนองได้
วิคตัสมองแผลถลอกที่มีเลือดซึมออกมาและเริ่มนึกถึงสมุนไพรหรือคาถารักษาที่เคยใช้มาก่อนตามความเคยชินก่อนตระหนักได้ว่าพลังทัังหมดถูกผนึกไว้ด้วยเชือกแปลกๆบนข้อมือ เขาตัดสินใจเลือกวิธีการพื้นฐานโดยใช้สัญชาตญาณของพ่อมดในตัว
วิคตัสหลับตาลงตั้งสมาธิและเริ่มหมุนลมหายใจเพื่อปลดปล่อยความคิดที่ฟุ้งซ่านพยายามสัมผัสถึงพลังที่ไหลเวียนในอากาศรอบตัว เมื่อผ่านไปสักพักเขาก็ลืมตาขึ้นช้าๆและหันไปมองที่ผนังถ้ำ สายตาของเขาหยุดตรงเถาวัลย์ที่ห้อยผ่านกลุ่มตะไคร่น้ำสีเข้มตามพื้นซอกหินด้านล่าง
เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ไรก่อนยื่นมือออกไปสัมผัส พืชทั้งสองชนิดอย่างระมัดระวังและดมกลิ่นของพวกมัน แม้พืชเหล่านี้จะดูแปลกจากสมุนไพรที่คุ้นเคยแต่ประสบการณ์ที่มีทำให้เขาสามารถแยกแยะกลิ่นและคุณสมบัติของพวกมันได้อย่างแม่นยำ
เขาเลือกหยิบตะไคร่น้ำและกิ่งเล็กๆของเถาวัลย์ที่คิดว่าน่าจะใช้ได้ ก่อนหักมันด้วยมือเปล่าและบดพืชทั้งสองชนิดบนก้อนหินเรียบที่อยู่ใกล้ๆ
ฮาเทล มองตามวิคตัสด้วยความสับสน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามเบา ๆ
"เจ้าจะทำอะไร?"
เขาไม่ได้ตอบในทันทีแต่ก้มลงมองดูเถาวัลย์ที่ดูเหนียวและยืดหยุ่นพอสมควร ก่อนดึงมันมาเส้นหนึ่งแล้วเดินกลับมาหาอูรอค
"ช่วยข้าจับเขาไว้หน่อย"
วิคตัสพูดพลางใช้มือชี้ไปที่ขาของเด็กที่ได้รับบาดเจ็บ เขานั่งคุกเข่าลงข้างอูรอคพร้อมกับใช้มือค่อยๆประคองขาของเด็กชายให้มั่นคงและใช้ส่วนผสมขอองสมุนไพรที่บดไว้ทาลงบนแผลอย่างระมัดระวัง
ฮาเทลจ้องมองการเคลื่อนไหวของวิคตัส ดวงตาของเขาตกตะลึงไปชั่วขณะราวกับเห็นสิ่งไม่คาดคิด
"เจ้า... ..เป็นผู้รับใช้นักบวช?"
วิคตัสเหลือบมองเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ฮาเทลไม่แปลกใจเมื่อเห็นว่าวิคตัสไม่เข้าใจเพียงแค่ไม่ได้คาดหวังว่าทาสที่พูดจาแปลกๆจะมีความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรด้วย?
หลังจากทายาทั้งหมดลงไปวิคตัสเลือกเถาวัลย์อีกเส้นพันรอบแผลเพื่อให้ส่วนผสมยึดติดไว้สักพัก ขณะที่ทำงานฮาเทลยังคงเฝ้ามองด้วยความสนใจริมฝีปากของเด็กชายขยับตามเสียงพึมพำเบาๆของวิคตัส แม้จะไม่เข้าใจความหมายของคำเหล่านั้นแต่ท่าทางจริงจังของวิคตัสทำให้รู้สึกว่าคำพูดเหล่านั้นมีพลังบางอย่าง
จนกระทั่งวิคตัสทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาเงยหน้าขึ้นสบตาก่อนเริ่มอธิบายพร้อมท่าทาง
"มันช่วยบรรเทาบาดแผลได้ชั่วคราวเท่านั้น ..สมุนไพรพวกนี้มีน้อยเกินไป "
ฮาเทลขมวดคิ้วพยายามทำความเข้าใจคำอธิบายของเขา
"... เจ้ารู้จักสมุนไพรอื่นๆอีกหรือไม่? นักบวชในเผ่าสอนความรู้พวกนี้ให้เจ้าด้วยหรอ!!? ทำไมข้าไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับชนเผ่าที่ใช้ภาษาแปลกๆแบบนี้มาก่อนเลยล่ะ?? "
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ราวกับต้องการให้วิคตัสตอบคำถามทั้งหมด
เมื่อเห็นฮาเทลพูดมากเกินไปหนึ่งในทาสหญิงชื่อทริย่าก็รีบขยับตัวเข้ามาใกล้ วิคตัส เธอมีรอยแผลเล็กๆบนแก้มและดวงตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
"ฮาเทลเจ้าควรเงียบปากได้แล้วเราไม่ได้อยู่กันตามลำพังที่นี่ยังมีคนอื่นๆอีก..!"
ฮาเทลหันขวับไปมองทริย่า สีหน้าเขาดูหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ยอมหุบปากตามคำเตือนของเธอ
วิคตัสมองพวกเขาด้วยความสงสัยขณะพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดของทาสที่อยู่ตรงหน้า
"ทำไมเราถึงถูกขังอยู่ที่นี่? นักรบเผ่าดอร์สไม่ได้พาเรามารับใช้พวกเขาเหรอ?"
ทาสหญิงอีกคนถามเสียงเบา
"เจ้าไม่รู้งั้นหรอ? ทุกคนจะถูกแยกไปตามถ้ำต่างๆข้าได้ยินว่ายังมีอีกหลายคนที่ถูกจับมาบางคนจะถูกส่งไปทำงานหนักที่อื่นในช่วงฤดูหนาว ...แต่ผู้คนในเผ่าบอกพวกเราจะถูกใช้งานต่างออกไปในครั้งนี้"
ทริย่ายังคงอธิบายให้คนอื่นๆฟังอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนว่าวิคตัสจะเข้าใจหรือไม่ พ่อมดหนุ่มมองทริย่าอย่างสงสัยจากภาษาและน้ำเสียงแปลกๆทำให้เขายิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าตัวเองได้ถูกส่งมายังโลกอื่นอย่างแน่นอน
เด็กคนหนึ่งที่นั่งข้างๆทริย่ามีชื่อว่า อูรอค เขารู้สึกสนใจชายคนนี้ที่ใช้วิธีการรักษาแปลกๆให้เขาเป็นอย่างมาก
"นี่พี่ชายเผ่าที่เจ้าอยู่พูดแบบนี้กันหมดทุกคนเลยงั้นหรอ? มันฟังดูแปลกประหลาดมาก ว่าแต่เจ้าออกจากป่าอาถรรพ์นั้นได้ยังไงกัน? "
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยในขณะที่อูรอคเริ่มยิงคำถามด้วยภาษากลางของชนเผ่าให้วิคตัสฟังรัวราวกับกระสุนปืน
วิคตัสรู้สึกมึนงงเล็กน้อยกับกระแสคำถามที่อีกฝ่ายพรั่งพรูออกมาเขาจับความหมายไม่ได้แม้แต่คำเดียว แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเด็กชายทำให้เขาอดยิ้มขำไม่ได้
ทริย่าหันไปตบไหล่อูรอคเบา ๆเธอเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เขาไม่เข้าใจหรอก อย่าพูดมากนักสิ"
อูรอคชะงักเล็กน้อยก่อนก้มหน้าอย่างเขินอาย
"ข้าก็แค่อยากรู้... เขาดูไม่เหมือนพวกเราเลย"
ทริย่ามองวิคตัสอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ถ้าอยากรอด...เจ้าต้องรีบเรียนรู้คำพูดของพวกเรา ยิ่งเจ้าดูแปลกแยกมากเท่าไหร่นักบวชอูม่าจะยิ่งหาทางกำจัดเจ้าให้เร็วขึ้นเท่านั้น "
เธอพูดช้าๆชัดเจน พลางชี้ไปที่ปากของตัวเองเพื่อให้วิคตัสเข้าใจว่าเธอกำลังพูดถึงเรื่องสำคัญอยู่ เขาพยักหน้าเล็กน้อยแม้จะยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดก็ตาม ก่อนชี้นิ้วไปที่ปากของทริย่า เลียนแบบท่าทางของเธอแล้วกล่าวอย่างลังเล
ผ่านไปสี่วันในที่สุดวิคตัสก็เริ่มเข้าใจคำศัพท์พื้นฐานมากขึ้น แม้จะยังไม่คล่องนักแต่เขาเรียนรู้ที่จะสื่อสารด้วยท่าทางและคำพูดสั้นๆซึ่งเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ
ในแต่ละวันจะมีนักรบคอยส่งเสบียงที่น้อยนิดแบ่งเข้ามาให้พวกเขา..และแน่นอนเป็นเนื้อบางอย่างที่ถูกย่างจนไหม้เกรียมจนไม่มีใครรู้ว่ามันคือเนื้อของสัตว์ชนิดใดแต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจมันมากนัก
วิคตัสไม่กล้ากินสิ่งแปลกๆเหล่านี้ที่ถูกส่งมา เขาเพียงดื่มน้ำจากเถาวัลย์ที่อยู่ตรงมุมหนึ่งของถ้ำเพื่อประทังชีวิตน่าแปลกใจที่เขายังมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้
" วิคตัสเจ้าควรกินมันสักหน่อย อย่างน้อยจะได้มีแรงบ้าง ข้ายังมีสิ่งสำคัญที่จะอธิบายให้เจ้าฟังต่ออีก "
ทริย่ากล่าวเสียงเบาเขาคิดว่าอีกฝ่ายดูดื้อรั้นเกินไป ในฤดูหนาวที่กำลังคืบคลานเข้ามาเธอและทาสคนอื่นๆต่างรู้ดีว่าอาหารนั้นหายากแค่ไหน
" ..ข้ายังไหวเจ้าพูดต่อเลย "
ทริย่าลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนพยักหน้าเบาๆแล้วเริ่มเล่าต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
" ในกลุ่มของทุกชนเผ่ามีลำดับชั้นที่เจ้าต้องจดจำไว้ให้ดี "
ทริย่าเริ่มอธิบายขณะที่เธอนั่งลงข้างวิคตัส ใช้กิ่งไม้เล็กๆขีดเส้นทำสัญลักษณ์บางอย่างบนพื้นดิน
"ผู้ที่อยู่สูงสุดคือเดอลุสหัวหน้าเผ่าและนักบวชอูม่า พวกเขามีอำนาจเหนือทุกชีวิตในชนเผ่า" เธอวาดสัญลักษณ์วงกลมและใส่กากบาทตรงกลาง ก่อนเงยหน้ามองวิคตัสอย่างเคร่งเครียด
วิคตัสสับสนกับคำพูดมากมายที่เด็กหญิงตรงหน้าพูด ทริย่าจึงต้องใช้ความพยายามอธิบายเกี่ยวกับรูปร่างของผู้คนที่เขาพูดถึงหลายครั้งจนวิคตัสเข้าใจในที่สุด
"รองลงมาคือหัวหน้านักรบไคออร์สและเหล่านักรบ เป็นคนที่พาเจ้ามาที่นี่พวกเขามักทำตามคำสั่งของอูม่าเสมอ แต่บางครั้งก็มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องในเผ่า นักรบเหล่านี้มีพลังมากพวกเขาแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมเจ้าต้องระวังให้ดี "
เธอวาดเส้นเชื่อมต่อจากสัญลักษณ์ของอูม่ามาถึงสัญลักษณ์สองอันที่แทนไคออร์สและนักรบ วิคตัสพยักหน้าช้าๆพอจะเริ่มเข้าใจโครงสร้างของผู้คนในโลกนี้ได้อย่างเลือนลางจนสุดท้ายทริย่าชี้ไปที่สัญลักษณ์ที่อยู่ต่ำที่สุด
"พวกเราคือ ทาส เราไม่มีสิทธิ์พูดหรืออิสระต้องทำตามคำสั่งทุกอย่างไม่เช่นนั้น...เรื่องนี้ข้าคงไม่ต้องอธิบายมากเจ้าควรรู้ถึงผลลัพธ์ใช่มััย? "
วิคตัสมองภาพที่เธอวาดและสัญลักษณ์ต่างๆ บนพื้น เขารู้ว่าการเข้าใจโครงสร้างนี้ไม่ใช่แค่เพื่อเอาตัวรอดแต่เพื่อหาช่องทางหลบหนีจากชะตากรรมที่รออยู่
"ทำไม...เราถึงถูกพามาที่นี่?" วิคตัสถามอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้เขาใช้ท่าทางและสีหน้าที่สื่อความหมาย เขาชี้ไปที่กำแพงถ้ำและทำท่าทางเหมือนกำลังถูกกักขังอยู่
อูรอคและทริย่ามองหน้ากันพวกเขาเริ่มพูดคุยกันด้วยภาษาที่วิคตัสไม่เข้าใจ แต่เขาสามารถเห็นความวิตกกังวลในดวงตาของพวกเขา
"เจ้า... ถูกจับ... เหมือนพวกเรา นักบวชอูม่า... ต้องการเครื่องสังเวย.... "
อูรอคเริ่มพูดช้าๆใช้ภาษาท่าทางประกอบและเน้นยำถึงจุดจบปลายทางที่รอพวกเขาอยู่
คำว่า "สังเวย" ทำให้วิคตัสรู้สึกหนาวเย็นลงในกระดูก เขาพยายามสื่อสารต่อเพื่อทำให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้เข้าใจผิดไปเอง
"สังเวย ...สังเวย การเสียสละงั้นหรอ...!? "
อูรอคพยักหน้าช้าๆ สีหน้าของเขาเคร่งเครียด ทริย่าหันไปมองวิคตัสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร
" เจ้า...หมายความว่าอย่างไร? ทำไมพวกเจ้าถึงรู้ว่าเราจะต้องถูกสังเวย..? "
เขารู้ดีว่าความหมายของมันคืออะไร แต่การได้คำยืนยันจากทุกคนสิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวเกินไป
ทริย่าทำท่าทางด้วยมือของเธอ แสดงถึงการฆ่าและการเสียสละในขณะที่อูรอคพยักหน้าเพื่อสนับสนุนทำให้วิคตัสรู้สึกว่าพวกเขากำลังพูดถึงอะไรบางอย่างที่น่าหวาดกลัว
"เราทุกคน...อยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลเดียวกันคือเป็นเครื่องสังเวยให้แก่เทพอสูรและเจ้าก็ถูกเลือกมาเหมือนกับพวกเราที่นี่ "
ฮาเทลตอบพร้อมกับมองไปรอบๆถ้ำที่มืดมิดเหมือนกับชะตาของพวกเขา
"เทพอสูร?" วิคตัสพึมพำถามด้วยเสียงที่สั่นสะท้าน เขาพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
"ใช่..." ทริย่าพูดเสียงเบา
" มีเทพอสูรที่มีพลังเคยอาศัยอยู่ในป่าอาถรรพ์ที่พวกเราพบเจ้า นักบวชอูม่าเธอได้บอกแก่ชนเผ่าของพวกเราให้ส่งตัวทาสออกมาสำหรับทำพิธีกรรมสังเวยอันศักสิทธิ์เพื่อขอพลังจากเทพอสูร "
วิคตัสเม้มปากแน่นดวงตาเขาหรี่ลงราวกับกำลังประเมินสถานการณ์ในหัวอย่างรวดเร็ว
" พวกเจ้าไม่คิดหลบหนีออกไปกันหรอ?เราจะนั่งรอความตายกันอยู่ที่นี่ไม่ได้...!! "
ทริย่าส่ายหน้าอย่างหมดหวัง
"ไม่มีทางหลบหนีจากที่นี่ มีนักรบของเผ่าเฝ้าอยู่ตลอดเวลาเพราะพิธีกรรมครั้งนี้สำคัญต่อเผ่าดอร์สมาก นักบวชอูม่าจะไม่ยอมให้มีใครหลุดรอดออกไป "
อูรอคเสริมด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกลัว
"ถ้าหากพวกเขาจับได้ เจ้าจะตาย ทุกคนคอยเฝ้าดูอยู่ทุกที่ไม่ใช่แค่นักรบที่จับตามองเรา แต่ยังมีพลังของนักบวชอูม่าเราเอาชนะพวกเขาไม่ได้ "
"พลัง? ..เจ้าหมายถึงหญิงชราคนนั้นมีพลังบางอย่างงัันหรอ!? "
วิคตัสทวนคำน้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
"ใช่... แม่มดอูม่าของเผ่าดอร์สเธอสามารถใช้พลังจากทวยเทพปกป้องเผ่า ไม่เคยมีใครหลบรอดพ้นสายตาจากมนต์ของเธอได้ "
ทริย่ากระซิบราวกับเกรงว่าคำพูดของเธอจะดึงดูดสิ่งชั่วร้าย วิคตัสนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนสูดอากาศเข้าด้วยความตกใจ
เดี๋ยวก่อนนะ มีแม่มดอยู่ที่นี่ด้วยงั้นหรอ ...!??
....
..
.